วัตถุประสงค์ของบล็อคนี้ สร้างขึ้นเพื่อ เป็นเนื้อหาเพิ่มเติมประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาประวัติศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

พัฒนาการของทวีปออสเตรเลีย

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปออสเตรเลีย


            ออสเตรเลียเป็นทวีปเกือบสุดท้ายที่ชาวยุโรปเดินทางมาพบ ก่อนหน้านี้ชาวยุโรปไม่ทราบว่ายังมี
ดินแดนทางตอนใต้ เพียงแต่คาดว่าน่าจะมี ในสมัยกรีกโบราณ นักภูมิศาสตร์ชื่อ ปโตเลมี ได้เขียนแผนที่
โลก โดยแสดงให้เห็นว่าทางตอนใต้ของทวีปแฟริกามีดินแดนเชื่อมต่อกับทางตอนใต้ของทวีปเอเชียซึ่ง
ปิดล้อมมหาสมุทรอินเดียไว้และตั้งชื่อดินแดนส่วนนั้นว่า  “แทร์รา อินคอกนิตา" Terra Incognita
 แปลว่า ดินแดนที่ยังไม่รู้จัก  ต่อมาในสมัยกลาง นักภูมิศาสตร์ก็ยังเชื่อว่าดินแดนทางใต้นี้มีอยู่
 จึงปรากฏแผนที่หลายฉบับที่เขียนขึ้นในสมัยกลาง ที่แสดงที่ตั้งของแผ่นดินขนาดใหญ่ทางตอนใต้
ของมหาสมุทรอินเดียแบบเดียวกับ ปโตเลมี แต่เรียกดินแดนนี้ว่า แทร์รา ออสตราลิส Terra Australis
 แปลว่า ดินแดนทางใต้ ซึ่งชื่อนี้กลายเป็นชื่อของทวีปและประเทศออสเตรเลีย ในปัจจุบัน
 
        การค้นพบออสเตรเลียของชาวยุโรปได้รับการบันทึกไว้ครั้งแรกในเดือนมีนาคม ค.ศ.1606 
เมื่อชาวนักสำรวจชาวฮอลันดา ชื่อ วิลเลม แจนสซูน Willem Janszoon  ค.ศ.1571-1638 
ทำแผนที่ชายฝั่งของแหลมเคปยอร์กและคาบสมุทรเพนินซูลา Cape York and Peninsula ของรัฐ
ควีนสแลนด์ จากการค้นพบครั้งนั้น ทำให้เริ่มมีการทำแผนที่ชายฝั่งตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย
ต่อมา ในปี ค.ศ. 1642 นักเดินเรือ ชาวฮอลันดา ชื่อ อเบล แทสมัน ได้เดินเรือจากมหาสมุทรอินเดียอ้อม

ไปทางใต้ของออสเตรลีย จนพบเกาะ ซึ่งเขาเรียกชื่อว่าเกาะแวนดีเมน Van Diemen's Land
 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเกาะแทสมาเนียเพื่อเป็นเกียรติแก่ อเบล แทสมัน และเรียกดินแดนที่ค้นพบนี้ว่า
 “นิวฮอลแลนด์” New Holland  แต่ขณะนั้นยังไม่มีความตั้งใจที่จะประกาศยึดครองดินแดนดังกล่าว
 ต่อมาในปีเดียวกัน นักสำรวจชาวสเปน ชื่อ หลุยส์ วาเอซ เดอ ทอเรส Luis Vaez de Torres 
ได้เดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี  จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “ช่องแคบทอเรส”
         จากนั้นในปี ค.ศ.1688 วิลเลียม แดมเปียร์   William Dampier เป็นนักเดินเรือชาวอังกฤษคนแรก
ที่เข้าไปตั้งถิ่นฐาน บนชายฝั่งทะเล ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย โดยเขียนชื่อไว้บนสังกะสี
ตอกติดไว้บนต้นไม้ เพราะพบคนพื้นเมืองแสดงอาการเป็นศัตรูและสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งจึงไม่สนใจ
 ต่อมาในปี ค.ศ.1770 กัปตันเจมส์ คุก James Cook ชาวอังกฤษ ได้ล่องเรือมาสำรวจและได้จัดทำแผนที่
ทางด้านชายฝั่งตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย เห็นสภาพภูมิอากาศคล้ายแคว้นเวลส์ของ
สหราชอาณาจักรจึงได้ตั้งชื่อดินแดนแถบนั้นว่า “นิวเซาท์เวลส์”  New South Wales พร้อมกันนั้น 
ได้ประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร แล้วยึดครองออสเตรเลีย เป็นอาณานิคม
       

กัปตันเจมส์ คุก James Cook
          สาเหตุที่รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจส่งนักโทษมาตั้งถิ่นฐานที่ออสเตรเลียเนื่องจาก อังกฤษ
ได้สูญเสียอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ และต้องการระบายนักโทษที่แออัดอยู่ในคุกของ
ประเทศอังกฤษ โดยกัปตันอาเธอร์ฟิลลิป Arthur Philip เป็นผู้ควบคุมนักโทษกลุ่มแรก
ได้เดินทางมาถึงอ่าวซิดนีย์ เมื่อวันที่ 18  มกราคม  ค.ศ. 1788 และได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานถาวรบริเวณ
 อ่าว พอร์ต แจคสัน แล้วตั้งชื่อว่า ซิดนีย์ โคฟ ในวันที่ 26 มกราคม 1788 (ถือเป็นวันชาติออสเตรเลีย)
นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานในทวีปออสเตรเลียของชาวอังกฤษ
          ผู้ตั้งถิ่นฐานในยุคแรกส่วนใหญ่จะเป็นนักโทษและครอบครัวของทหารแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือ  
ผู้ที่ตั้งใจย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ซึ่งรวมถึงชนชาติอื่น ๆ อาทิ  อิตาเลียน กรีกและชาวยุโรปชาติอื่น ๆ 
ตลอดจนชาวเอเชีย อาทิ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยเริ่มตั้งถิ่นฐานครั้งแรกบริเวณ
อ่าวโบตานีเมืองซิดนีย์ ในปัจจุบัน
ต่อมามีการค้นพบทองคำ ในปี ค.ศ. 1800  จัดว่าเป็นยุค "ตื่นทอง" Gold  rush ส่งผลให้ผู้ที่มิใช่

นักโทษอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปออสเตรเลียมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยกลุ่มคนที่มามีทั้งชาวอังกฤษ 
ไอร์แลนด์ เยอรมัน จีน นอกจากนี้ ยังมีชาวแอฟริกันอพยพเข้ามาและมีการนำ อูฐ เข้ามาด้วย
 เพื่อออกสำรวจในพื้นที่ภายในทวีป
          ปรากฏว่าช่วงระยะเวลา เพียง 10 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1853-1863  ประชากรในอาณานิคม วิตอเรีย

 เพิ่มขึ้นจาก 77,000 คน เป็น 540,000คน ผลของการตื่นทอง เป็นเหตุให้มีผู้คนอพยพเข้าไปใน
ออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน ได้เดินทางเข้าไปแสวงโชคหางานทำ ชาวอาณานิคมที่
เป็นชาวผิวขาวเริ่มวิตกกังวลและตั้งข้อรังเกียจชาวจีนที่เข้ามาแย่งอาชีพ รัฐบาลของออสเตรเลีย 
จึงได้ใช้ นโยบายออสเตรเลียขาว White australian policy เพื่อจำกัดคนที่ไม่ใช่ผิวขาวเข้าเมือง
 โดยพาะชาวจีน   
การตั้งถิ่นฐานบนเกาะแทสเมเนีย หรือ ชื่อที่เรียกในขณะนั้นคือ แวนไดเมนส์แลนด์ Van Diemen's Land
 ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1825 แยกออกมาเป็นอีกรัฐหนึ่ง ชื่อ รัฐแทสเมเนีย ตามชื่อ นักเดินเรือ 
อเบลแจนซูน ทัสมัน Abel Janszoon Tasman
          นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1850 อุตสาหกรรมขนสัตว์ การขุดทอง การขาดแคลนแรงงาน แผ่นดินอัน

กว้างใหญ่สำหรับการเพาะปลูก การทำเหมืองแร่ และการค้าขาย ได้ทำให้ออสเตรเลียเป็นดินแดนแห่ง
โอกาส และเป็นแรงกระตุ้นให้คนจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกหลั่งไหลมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนออสเตรเลีย
เพิ่มจำนวนมากขึ้นในปี ค.ศ.1829 สหราชอาณาจักรได้ประกาศยึดครองดินแดนทางฝั่งตะวันตกของทวีป
ออสเตรเลีย และได้แยกดินแดนทางด้านตะวันตกออกจาก นิวเซาท์เวลส์มาเป็นอีกหลายมลรัฐ ได้แก่
 รัฐออสเตรเลียใต้ ในปี ค.ศ.1836 รัฐนี้เรียกว่าเป็น พื้นที่เสรี  Free Province  คือ เป็นรัฐที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง
กับการรองรับนักโทษ Penal Colony รัฐวิคตอเรีย ในปี ค.ศ.1851 และรัฐควีนส์แลนด์ ในปี ค.ศ.1859 
ในส่วนของเขตการปกครอง เทอร์ริทอรีเหนือNorthern Territory  ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1911 โดยเป็นส่วนที่
ตัดออกมาจากรัฐออสเตรเลียใต้
ในปี ค.ศ.1848 นับเป็นปีแห่งการยุติการขนส่งนักโทษมายังทวีปออสเตรเลีย เนื่องจากมีการรณรงค์

ยกเลิกมาตรการดังกล่าวโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน ประเทศออสเตรเลียจึงไม่ใช่ดินแดนอาณานิคมของนักโทษ
อีกต่อไป
          ก่อนที่ชนชาติยุโรปจะย้ายถิ่นฐานมาที่ทวีปออสเตรเลีย บนทวีปนี้มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ ซึ่งจำนวน
ประชากรในขณะนั้นคาดว่าประมาณ 315,000 คน แต่วิถีชีวิตของชนพื้นเมืองเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไปเมื่อ
อังกฤษเข้ามายึดครองและประกาศเป็นพื้นที่อาณานิคม ซึ่งต่อมาทำให้ชนพื้นเมืองมีจำนวนลดน้อยลง
 โดยในช่วงปี ค.ศ.1930 จำนวนประชากรลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรเริ่มแรก
          สรุปนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1788 มีชายหญิงประมาณ 160,000 คน ที่อพยพไปออสเตรเลียในฐานะ
เสมือนนักโทษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ชนพื้นเมืองของออสเตรเลียได้เผชิญความยากลำบาก 
จากการรุกรานของผู้อพยพที่อ้างสิทธิในฐานะเจ้าอาณานิคม มีการขับไล่ออกจากพื้นที่ และการเข้ายึด
ทรัพย์ ในขณะเดียวกัน ชนพื้นเมืองต้องอยู่อย่างลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วยและการเสียชีวิต ตลอดจนวิถีชีวิต
ดั้งเดิมและธรรมเนียมปฏิบัติถูกทำลาย
ใน ค.ศ. 1914 ออสเตรเลียได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ

ออสเตรเลียเป็นอย่างมาก ผู้ชายออสเตรเลียเกือบ 3 ล้านคน และอาสาสมัครเกือบ 400,000 คนต้อง
เข้าร่วมรบในสงคราม ผลจากสงครามทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 60,000 คนและได้รับบาดเจ็บหลาย
หมื่นคน
          ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังของออสเตรเลียมีส่วนสนับสนุนครั้งสำคัญในการเข้าร่วม

เป็นพันธมิตรกับยุโรป เอเชียและภาคพื้นแปซิฟิก ได้เข้าสู้รบในสงครามและได้รับชัยชนะอย่างน่า
ภาคภูมิใจ   อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลก เป็นเวลาที่ประเทศไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจตกต่ำ
 และสถาบันทางการเงินของออสเตรเลียหลายแห่งล้ม
          ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือหลังจากปี ค.ศ.1945 ออสเตรเลียได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่ง
ความเจริญรุ่งเรือง กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งและเกิดความต้องการแรงงานอย่างมาก ผู้หญิงจำนวนมาก
เข้าไปทำงานในโรงงาน ขณะที่ผู้ชายที่กลับจากการออกรบในสงครามสามารถเข้ามาทำงานต่อได้
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียมีนโยบายที่ไม่แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติในระดับสากลและ

ที่นี่จึงเป็นบ้านสำหรับประชาชนที่มาจากกว่า 200 ประเทศ
          ในช่วงทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจออสเตรเลียพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดโครงการก่อสร้างขนาด
ใหญ่ระดับชาติ เช่น Snowy Mountains Scheme ซึ่งเป็นแผนกำลังไฟฟ้าพลังน้ำ ตั้งอยู่ในภูเขาบริเวณ
ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย รวมถึงชานเมืองออสเตรเลียก็เริ่มมีความเจริญแผ่ไปถึง 
ทำให้อัตราผู้เป็นเจ้าของบ้านเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 40 ในปี ค.ศ.1947 เป็นร้อยละ 70 ในทศวรรษ 1960
          การพัฒนาอื่น ๆ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยทางสังคมของรัฐบาลและการเริ่มเผยแพร่สัญญาณ
โทรทัศน์ และในปี ค.ศ.1956 เมืองเมลเบิร์นได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก ทำให้ออสเตรเลียได้ส่องแสง
ประกายไปในระดับนานาชาติ
ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1967 

ชาวออสเตรเลียได้ลงประชามติระดับชาติ โดยมีคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้รัฐบาลแห่งชาติมีอำนาจ
ผ่านกฎหมายที่ทำในนามของชนพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อพัฒนาเงื่อนไขความเป็นอยู่ของชาวอะบอริจิน
และชาวเกาะทอเรส สเตรท  ซึ่งในปัจจุบันจำนวนชนพื้นเมืองมีอยู่มากกว่าร้อยละ 2 ของประชากรทั้ง
ประเทศ   นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้ดำเนินบทบาทที่สำคัญ โดยการพยายามสร้างความ
สมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองและที่มิใช่ชนพื้นเมือง การดำเนินการที่สำคัญ คือ การออกมากล่าว
ขอโทษอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์   ค.ศ. 2008 ในกรณีที่มีการแยกเด็กชาว
พื้นเมืองออกจากครอบครัวดั้งเดิมเพื่อต้องการลบล้างวัฒนธรรม
ประเทศออสเตรเลียในปัจจุบัน นับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ 

การเมือง สังคม การศึกษาและวัฒนธรรมที่จะเจริญต่อไป


ที่มา : http://www.sainampeung.ac.th/chalengsak/units/unit5/chapter5/chapter5_7/australia

/australia_8_history.htm

พัฒนาการของทวีปแอฟริกา

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปแอฟริกา


ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของโลกรองจากทวีปเอเชีย และมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์มานาน เพราะจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า มนุษย์รุ่นแรกสุดถือกำเนิดขึ้นในดินแดนฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ๓,๕๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้วในบริเวณที่เป็นประเทศเคนยาแลประเทศเอธิโอเปียปัจจุบัน แม้แอฟริกาจะเป็นถิ่นกำเนิดของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด แต่กลับเป็นทวีปที่มีผู้คนรู้จักน้อยที่สุดและเป็นทวีปที่มีระดับการพัฒนาล้าหลังที่สุด มีทะเลทรายกว้างใหญ่ ป่าดงดิบ และที่ราบสูงเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากต่อการพัฒนาและการคมนาคมติดต่อระหว่างกัน

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0d/Topography_of_africa.png



ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการของทวีป
ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีเส้นศูนย์สูตรพาดผ่านเกือบกลางทวีป ตั้งอยู่ทางใต้ของทวีปยุโรปทวีปแอฟริกามีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ๓๐ ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน (ค.ศ. ๒๐๐๙) กระจายอยู่ใน ๕๔ ประเทศ มีอยู่ ๑๕ ประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดทะเลประชากรกระจุกตัวตั้งถิ่นฐานกันมากในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบแคบๆ ชายฝั่งทะเล และบริเวณที่มีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนทางเหนือและทางใต้ของทวีป ซึ่งเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่
ประชากรอาศัยอยู่แบบเบาบางมากในบริเวณที่เป็นทะเลทรายและบริเวณป่าดงดิบในลุ่มแม่น้ำคองโก ซึ่งเป็นป่าฝนร้อนชื้นแถบศูนย์สูตรที่เต็มไปด้วยบึง ที่ลุ่ม และต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเบียดกันทึบจนร่มครึ้มและมีฝนตกชุก
ทวีปแอฟริกานี้ได้ชื่อว่าเป็น ทวีปแห่งที่ราบลุ่ม (Plateau Continent) กล่าวคือ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ ๑๕๐-๑,๔๐๐ เมตร มีเทือกเขาแอตลาส (Atles) ทางเหนือ เทือกเขาดราเคนส์เบิร์ก (Drakensberg) ทางใต้ และที่ราบสูงแอฟริกาตะวันออก เป็นต้น มีภูเขาสูงสุด คือ ภูเขาคิริมันจาโร (Kilimanjaro)
การที่ทวีปแอฟริกาล้าหลังและค่อนข้างอยู่โดดเดี่ยวจากผู้คนในทวีปอื่นก็เพราะปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์เป็นสำคัญ กล่าวคือ
๑. มีทะเลทรายสะฮาราครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่ทางตอนเหนือ จึงขีดคั่นดินแดนแอฟริกาเหนือซึ่งมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนกับดินแดนส่วนอื่นของทวีป พัฒนาการของปะเทศแถบทางเหนือ เช่น อียิปต์ ลิเบีย ตูนิเซีย จึงแตกต่างจากส่วนอื่นๆ และมีระดับการพัฒนาที่สูงกว่า
๒. มีพื้นที่ขนาดใหญ่ตอนกลางประเทศเป็นป่าฝนร้อนชื้นหรือป่าดิบชื้นที่ทำให้การคมนาคมสัญจรลำบาก และมีโรคภัยเขตร้อนชุกชุมโดยเฉพะโรคมาลาเรีย
๓. แม่น้ำในทวีปแม้จะเป็นสายยาวแต่ไม่ไหลลงทะเลหรือมหาสมุทร อาจลงทะเลสาบหรือไหลผ่านเกาะแก่งและกลายเป็นน้ำตกทำให้ชาวแอฟริกันไม่สามารถใช้แม่น้ำเพื่อการคมนาคมขนส่งจากชายฝั่งเข้าไปตอนในของทวีป
๔. การขนส่งสินค้าทางทะเลไม่สะดวก เพราะขาดแคลนทั้งเมืองท่า และท่าเรือดีๆ เนื่องจากชายฝั่งของทวีปเว้าแหว่งน้อย เป็นที่ราบสูงชันโดยเฉพาะทางภาคตะวันออก จึงไม่อำนวยต่อการสร้างท่าเทียบเรือหรือทำการประมง
๔.๒ พัฒนาการและการสร้างสรรค์ด้านต่างๆ
สำหรับพัฒนาการและสร้างสรรค์ด้านต่างๆ ของทวีปแอฟริกาสามารถสรุปได้ ดังนี้
๑) พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง นับตั้งแต่โปรตุเกสจัดตั้งสถานีการค้าตามชายฝั่งแอฟริกาและส่งชาวแอฟริกันพื้นเมืองไปเป็นแรงงานให้ผู้ประกอบการโพ้นทะเลชาวยุโรปในทวีปอเมริกา ชาติตะวันตกอื่นๆก็พากันเข้าไปหาประโยชน์จากดินแดนในทวีปแอฟริกาโดยเฉพาะเมื่อเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จนก่อให้เกิดการแย่งกันจับจองดินแดนแอฟริกาเป็นอาณานิคม การเรียกร้องเอกราชของดินแดนในแอฟริกาประสบความสำเร็จครั้งแรกในปลายทศวรรษ ๑๙๕๐ เมื่อโกลด์โคสต์ (Gold Coast) เป็นอิสระจากอังกฤษใน ค.ศ. ๑๙๕๗ และใช้ชื่อประเทศว่า กานา มีดินแดนไม่กี่แห่งที่ต้องต่อสู้เพื่ออิสรภาพอย่างรุนแรง ได้แก่ แอลจีเรีย โมซัมบิก และแองโกลา ส่วนอาณานิคมบางแห่ง เช่น คองโก (ซาอีร์) ไนจีเรีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วได้เกิดสงครามกลางเมืองตามมาเพราะความแตกแยกขัดแย้งกันเองในหมู่ชาวพื้นเมือง กระบวนการได้รับเอกราชของอาณานิคมในแอฟริกาสิ้นสุดลงเมื่อนามิเบียแยกตัวออกจากแอฟริกาใต้สำเร็จใน ค.ศ. ๑๙๘๙ ภายหลังได้เอกราชบรรดาผู้คนเชื้อสายของประเทศผู้ปกครองเดิมส่วนใหญ่อพยพกลับถิ่นฐาน และเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศใหม่ขึ้นหลายแห่ง เช่น ที่ไนจีเรีย ยูกันดา เพราะพลเมืองมาจากต่างเผ่า (tribes) และมีความภักดีต่อเผ่าดั้งเดิมของตน
สำหรับรูปแบบการปกครองมักจะดำเนินตามเมืองแม่เดิมของแต่ละแห่ง แต่ระบอบประชาธิปไตยที่สถาปนาขึ้นขาดเสถียรภาพ ทำให้บางแห่งเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบเผด็จการและการทำรัฐประหารของฝ่ายทหาร การปราบปรามผู้ต่อต้านทำให้เกิดการโค่นล้มผู้นำตามมา
ความไม่มั่นคงทางการเมืองนั้นยังเป็นการเปิดโอกาสให้เป็นเวทีของการแข่งขันอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น (Cold War) มีหลายดินแดนหรือหลายกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือด้านกำลังและอาวุธเพื่อมาสู้รบกับคนในแอฟริกาด้วยกันเอง ตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๑๑ได้เกิดเหตุการณ์ขับไล่ผู้นำชาติในแอฟริกาที่บริหารประเทศมานาน ซึ่งมีปัญหาคอร์รัปชั่น การรอนสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย
๒) พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสภาพความอดอยากและความแร้นแค้นในการครองชีพของชาวแอฟริกันมากกว่าที่จะนึกว่าทวีปนี้เป็นแหล่งผลิตเพชร (Johannesburg) ได้ชื่อว่าเป็น นครแห่งทองคำและเมืองคิมเบอร์ลีย์(Kimberley) ได้ชื่อว่า นครแห่งเพชรส่วนประเทศกานาเมื่อครั้งเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ได้ชื่อว่า ชายฝั่งทองคำหรือโกลด์โคสต์ (Gold Coast) ทั้งนี้เพราะเขตความเจริญทางเศรษฐกิจของทวีปปรากฏเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่เท่านั้น ประชากรร้อยละ ๗๐ ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือเมืองขนาดเล็ก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวแอฟริกันยังคงเป็นชาวชนบท ซึ่งส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการเพาะปลูก จากรายงานการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ ค.ศ. ๒๐๐๓ ประเทศที่อยู่ในลำดับที่ ๑๕๑-๑๗๕ ล้วนอยู่ในทวีปแอฟริกาทั้งสิ้น
สำหรับมูลเหตุแห่งความล้าหลังทางเศรษฐกิจของทวีปแอฟริกาสามารถสรุปได้ ดังนี้
๒.๑) การตกอยู่ภายใต้การชี้นำทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกที่เข้ามาตั้งอาณานิคม เมื่อได้รับเอกราชใหม่ๆ เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ มักขึ้นอยู่กับการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรหรือแร่ธาตุเพียงชนิดเดียว การพึ่งพิงการผลิตสินค้าประเภทเดียวจะถูกกระทบอย่างรุนแรงจากอัตราการขึ้นลงของราคาในตลาดโลก ประเทศต่างๆ ในปัจจุบันจึงพยายามขยายประเภทของสินค้าและกระจายสินค้าสู่วงกว้าง ไม่ได้ตลาดที่รองรับมีเพียงผู้ซื้อไม่กี่ราย
๒.๒) ความลำบากในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและการคมนาคมขนส่งสินค้าและวัตถุดิบในทวีป เพราะมีอุปสรรคที่เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะจากแม่น้ำสายหลัก ๔ สาย ได้แก่ แม่น้ำไนล์ แม่น้ำคองโก แม่น้ำไนเจอร์ และแม่น้ำแซมบีซี แม่น้ำทั้ง ๔ สายมีกำเนิดมาจากบริเวณที่สูงตอนกลางของทวีป บางตอนไหลผ่านที่สูงชันเป็นหน้าผาหรือเกาะแก่ง น้ำจะไหลเชี่ยวมาก ทำให้ไม่สามารถเดินเรือไก้ตลอด พื้นที่ที่เป็นทะเลทราย ป่าร้อนชื้น น้ำตก และที่ราบสูง ก็ทำให้ยากต่อการตัดเส้นทางรถไฟผ่านทวีป บริการรถไฟจึงมักเป็นเพียงสายสั้นๆ เชื่อมเขตไร่ขนาดใหญ่หรือเขตเหมืองแร่กับเมืองท่าริมฝั่งทะเล นอกจากนี้ การเกิดกรณีพิพาทระหว่างประเทศหรือกลุ่มชนก็กระทบกระเทือนการเชื่อมต่อดินแดนต่างๆ ด้วย
๒.๓) การทำเกษตรกรรมไม่ได้ผลดี นอกจากเพราะขาดแคลนเทคโนโลยีแล้วยังเนื่องมาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแห้งแล้ง บริเวณที่เพาะปลูกอยู่ในเขตฝนตกน้อยและอากาศร้อน การระเหยของน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว การเกษตรที่ได้ผลดีจะอยู่ในเขตที่ชาวยุโรปเข้าไปบุกเบิกด้วยการทำไร่ขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ในเคนยามีการทำไร่กาแฟขนาดใหญ่ ไนจีเรียทำไร่ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
บางประเทศพยายามหารายได้โดยการนำจุดเด่นของทวีมาใช้ประโยชน์ เช่น การกำหนดเขตอุทยานสัตว์ป่าและให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสัตว์ในสภาพธรรมชาติ เช่น ในประเทศแอฟริกาใต้ ซิมบับเว แคเมอรูน เคนยา แทนซาเนีย บูร์กินาฟาโซ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การที่ประชากรแอฟริกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พลเมืองบางส่วนโดยเฉพาะชาวไร่และผู้เลี้ยงสัตว์ไม่เห็นด้วยกับการใช้ที่ดินในลักษณะนี้โดยเฉพาะที่เคนยา รัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาโดยนำเงินที่ได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาจ่ายให้แก่ชาวบ้านที่ดำรงชีพอยู่ใกล้ๆ เขตอุทยาน
๓) พัฒนาการด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรม พลเมืองในทวีปแอฟริกาแบ่งออกเป็น ๒กลุ่มใหญ่ คือพวกแอฟริกาผิวดำและพวกคอเคเซียน พวกแรกจะมีจำนวนมากกว่าและดำรงชีพอยู่ทั่วไป ส่วนทางเหนือมักจะเป็นพวกเชื้อสายคอเคเซียน ซึ่งเป็นพวกอาหรับผสมกับชนพื้นเมือง เช่น พวกเบอร์เบอร์ (Berbers) ชาวแอฟริกันเขตนี้จะมีความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติกับกลุ่มชาวอาหรับในตะวันออกกลาง ในแอฟริกาตะวันออกก็มีการผสมผสานระหว่างชาวอาหรับกับชนพื้นเมืองเผ่าบันตู (Bantu) ก็ให้เกิดวัฒนธรรมเฉพาะ ที่เรียกว่าแบบ สวาฮิลี นอกจากนี้ ยังมีพวกคอเคเซียนจากยุโรปเข้าเข้าไปตั้งถิ่นฐานจำนวนมากทางภาคใต้โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้แก่ พวกที่มีเชื้อสายดัตช์ และอังกฤษ
ส่วนพวกแอฟริกันผิวดำซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของทวีปแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้หลายกลุ่ม เช่น พวกทุตซี (Tutsi) ในแอฟริกากลางค่อนไปทางตะวันออก จะมีรูปร่างสูง พวกปิกมี (Pygmies) อาศัยอยู่เขตร้อนชื้นแถบศูนย์สูตรเป็นพวกที่มีรูปร่างเล็ก พวกบุชเมน (Bushmen) พวกฮอตเทนทอต (Hottentot) อาศัยอยู่ทางตอนใต้ เป็นต้น นักมานุษยวิทยาคาดว่าพวกแอฟริกันผิวดำมีมากกว่า ๓,๐๐๐ กลุ่ม
ภาษาที่ใช้พูดในแอฟริกามีมากกว่า ๑,๐๐๐ ภาษา เช่น ทางเหนือพูดภาษาอารบิก ทางตะวันตกพูดภาษาโยรูบา (Yoruba) ทางตะวันออกพูดภาษากิสวาฮิลี (Kiswahili) ใต้เส้นศูนย์สูตรพูดภาษาที่รวมเรียกว่า ภาษาบันตู (Bantu) เป็นต้น ปัญหาของการใช้ภาษาแตกต่างกันทำให้หลายประเทศภายหลังได้รับเอกราชยังคงใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ
ส่วนทางด้านศาสนานั้น ชาวแอฟริกันนับถือทั้งคริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม และความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นซึ่งเชื่อในวิญญาณ (Animism) คริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแผ่ประมาณคริสต์ศตวรรษต้นๆ ในอียิปต์และเอธิโอเปีย และเข้ามารุ่นหลังโดยมิชชันนารีทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ส่วนศาสนาอิสลามมีผู้นับถือมากกว่าร้อยละ ๒๕ ชาวมุสลิมส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี (Sunni) โดยอยู่ในอียิปต์ ไนจีเรีย แอลจีเรีย ซูตาน และโมร็อกโก
๔.๓ อิทธิพลของทวีปแอฟริกาต่อสังคมโลก
แอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ประชากรหลายล้านคนขาดแคลนทั้งอาหารและสุขอนามัยต่างๆ เพราะระดับการพัฒนาล้าหลังที่สุดในโลก ขณะที่อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมาจนประชากรเพิ่มจาก ๒๒๑ ล้านคนใน ค.ศ. ๑๙๕๐ เป็น ๑,๐๐๐ ล้านคนใน ค.ศ. ๒๐๐๙ นอกจากนี้ ยังเป็นดินแดนที่มีปัญหารุนแรงเรื่องการแพร่ระบาดของโลกเอดส์ (AIDS) และโรคมาลมเรีย รวมถึงปัญหาทางด้านนิเวศวิทยาที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของโลก เช่น การขยายตัวของพื้นที่ทะเลทราย การที่ป่าถูกทำลายกว่า ๔ ล้านเฮกตาร์ต่อปี และเขตทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เสื่อมโทรมถึงกว่าร้อยละ ๓๐ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความขัดแย้งภายในของหลายประเทศ
อย่างไรก็ดี หลายประเทศสนใจเข้าไปลงทุนในแอฟริกาเพราะยังมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลและแรงงานราคาถูก เช่น ใน ค.ศ.๒๐๐๗ จึงลงทุนในแอฟริกามูลค่ารวม ๑,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ความไม่เป็นประชาธิปไตยและขาดความโปร่งใสของผู้ปกครองก็อาจทำให้รายได้ของประเทศไม่กระจายทั่วถึงซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามกลางเมืองในแอฟริกา



ที่มา : https://sites.google.com/site/peerapat304/4







พัฒนาการของทวีปอเมริกาใต้

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกาใต้

ทวีปอเมริกาใต้เป็นดินแดนส่วนใหญ่ของดินแดนที่เรียกว่า ลาตินอเมริกา ประกอบด้วย ๑๙ ประเทศ มีอาณาเขตตั้งแต่ตอนเหนือของประเทศเม็กซิโกจนถึงตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ ประเทศส่วนใหญ่เคยเป็นอาณานิคมของสเปน จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นแนวภูเขายาวเหยียด ที่ราบสูงทะเลทรายและป่าดงดิบ ทำให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินไม่สะดวก การขาดแคลนเงินทุนทำให้ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภายนอก จึงเปิดโอกาสให้มหาอำนาจเข้าไปมีอิทธิพลและแสวงหาผลประโยชน์ขณะเดียวกันการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เนืองๆ ก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

https://zomeme.files.wordpress.com/2014/02/america_s.gif

๓.๑ ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการของทวีป
ทวีปอเมริกาใต้เป็นทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของโลก พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตซีกโลกใต้โดยพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๑๗.๘ ล้านตารางกิโลเมตร สำหรับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศได้รับอิทธิพลจาก ๒ องค์ประกอบหลัก ดังนี้
๑) เทือกเขาแอนดีส ทอดตัวยาวจากเหนือจรดใต้ขนานไปกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกราวกับกระดูกสันหลังของทวีป มีระยะทางประมาณ ๗,๖๕๐ กิโลเมตร ประกอบด้วยภูเขาไฟหลายลูก จึงทำให้มีการทำเกษตรกรรมในที่สูงสุดซึ่งใช้ประโยชน์จากดินภูเขาไฟ บรรดาอาณาจักรของชาวพื้นเมืองก่อนถูกชาติตะวันตกรุกรานจึงก่อตั้งในเขตเทือกเขานี่รวมทั้งจักรวรรดิอินคา (Incas) หลังสเปนเข้ายึดครองแล้วก็พบอีกว่าเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ จึงสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาล
       ๒) แม่น้ำแอมะซอน เป็นแม่น้ำสายยาวอันดับ ๒ของโลกรองจากแม่น้ำไนล์อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย มีต้นน้ำเริ่มจากเขตหิมะละลายในเทือกเขาแอนดีสบริเวณประเทศเปรู จากนั้นสาขาต่างๆ ไหลมาบรรจบกัน โดยไหลจากเขตที่สูงฝั่งตะวันตกสู่ที่ราบฝั่งตะวันออกระยะทางประมาณ ๖,๒๗๕ กิโลเมตร ผ่านบริเวณป่าดงดิบเป็นส่วนใหญ่ เขตป่าฝนของแม่น้ำแอมะซอนนี่นับเป็นเขตป่าฝนที่กว้างใหญ่ที่สุดของโลกด้วย จึงเรียกว่าเป็นเขตปอดของโลก
๓.๒ พัฒนาการและการสร้างสรรค์ด้านต่างๆ
สำหรับพัฒนาการและการสร้างสรรค์ด้านต่างๆ ของทวีปอเมริกาใต้สามารถสรุปได ดังนี้
๑) พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง ประเทศในอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ได้เอกราชในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ แต่สาธารณรัฐใหม่ต่างๆ ไม่มีประสบการณ์การบริหารระดับประเทศ ทำให้นายทหารที่เรียกว่า พวกกอดิลโย(caudillos)สามารถยึดอำนาจการปกครองหรืออยู่เบื้องหลังคอยชี้นำรัฐบาลระบบเผด็จการหรืออำนาจนิยมเข้าครอบคลุมในหลายประเทศ รวมทั้งบราซิลและอาร์เจนตินา
ประเทศต่างๆ ถึงแม้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ประธานาธิบดีที่ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการเลือกตั้ง ค่อยๆ กลายเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดในการบริหาร สามารถยับยั้งการประชุมของรัฐบาล ขัดขวางการบังคับใช้กฎหมาย หรือประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งเป็นการเปิดทางให้ใช้อำนาจได้อย่างถูกต้อง บางแห่งสถาบันกองทัพมีอำนาจและมีคณะผู้นำทหารหรือฮุนตา (junta) ปกครอง แต่ยางแห่งคณะทหารเลือกที่จะเชิดบุคคลขึ้นเป็นประธานาธิบดีหุ่น ดังนั้น หลังได้รับเอกราชแล้วมีเพียงชิลีและอุรุกวัยที่สามารถหันไปสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยหลังกลุ่มทหารหมดอำนาจ อย่างไรก็ดี ปัญหาเศรษฐกิจของชิลีทำให้ทหารอาศัยเป็นข้ออ้างก่อรัฐประหารอีกใน ค.ศ. ๑๙๗๓ โดยนายพลออกุสโต ปิโนเซต์ (Augusto Pinochet)
จากปัญหาเศรษฐกิจและช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนทำให้ลัทธิสังคมนิยมและลีทธิคอมมิวนิสต์แพร่หลายในหมู่พลเมืองด้วย ยิ่งนายพลฟิเดล คัสโตร (Fidel Castro)แห่งคิวบาหันไปรับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต จึงเกิด การแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตดินแดนอเมริกาใต้ การเรียกร้องให้มีการกระจายรายได้ การตั้งกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเขตเมือง และการรวมตัวเป็นกองโจรในเขตชนบทได้ก่อความรุนแรงหลายแห่งจนกองทัพต้องเข้ายึดอำนาจ
ประมาณ ค.ศ. ๑๙๘๐ ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ส่วนใหญ่ปกครองโดยนายทหารระดับสูง ซึ่งประกาศตนเป็นศัตรูของผู้ก่อการร้ายทั้งในเขตเมืองและชนบท แต่ในปลายศตวรรษ ๑๙๘๐ พลเมืองเรียกร้องให้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น นายทหารระดับสูงถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ดังเช่น นายพลปิโนเชต์แห่งชิลีใน ค.ศ. ๑๙๘๙ เพื่อให้ประเทศบริหารโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งในทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ มักจะเป็นรัฐบาลที่มีแนวนโยบายไปทางซ้ายก็ยังคงเผชิญกับปัญหาผู้ก่อการร้ายและปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อและหนี้ต่างประเทศรุมเร้าต่อไป
๒) พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ ดินแดนอเมริกาใต้จัดว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติ พลเมืองร้อยละ ๒๐ ของทวีปทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ บางประเทศผลิตแร่เพื่อการส่งออกอย่างจริงจัง เช่น โบลิเวียมีรายได้เข้าประเทศร้อยละ ๙๐ จากการส่งออกดีบุก ซูรินาเมมีรายได้ร้อยละ ๘๐ จากการขุดแร่อะลูมิเนียม ชิลีมีรายได้ครึ่งหนึ่งมาจากการส่งออกทองแดง เวเนซุเอลามีน้ำมัน เป็นต้น ปัจจุบันต่างมีความพยายามที่จะไม่ผูกติดเศรษฐกิจกับทรัพยากรประเภทใดประเภทหนึ่ง
โดยภาพรวม เศรษฐกิจของทวีปยังคงมาจากผลิตผลทางการเกษตรเป็นหลัก เช่น เอกวาดอร์ผลิตกล้วยหอม โคลอมเบียและบราซิลผลิตกาแฟ บางแห่งก็มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น การผลิตน้ำผลไม้ เนยแข็ง เป็นต้น นอกจากนี้ ทวีปอเมริกาใต้ยังส่งออกเนื้อสัตว์และขนสัตว์ โดยที่อาร์เจนตินาเป็นประเทศสำคัญที่ส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์
การพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาใต้เริ่มขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการได้รับเอกราช กล่าวคือ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ความต้องการวัตถุดิบจากอเมริกาใต้จึงอยู่ในระดับสูงแต่สาธารณรัฐแต่ละแห่งมักจะมุ่งผลิตสินค้าหลักเพียง ๑-๒ ประเภทเท่านั้น เช่น ชิลีผลิตทองแดง โปลิเวียผลิตดีบุกอาร์เจนตินาและอุรุกวัยส่งออกเนื้อสัตว์และข้าวสารี บราซิลและโคลอมเบียผลิตกาแฟ เป็นต้น
การขยายตัวทางการค้าก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ซึ่งมีบทบาทในสังคมอย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆ ประสบปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เมื่อช่องว่างกว้างมากขึ้นจึงเกิดการสนใจแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการรับลัทธิสังคมนิยม เช่น ในชิลี โดยประธานาธิบดีซัลวาดอร์ อัลเยนเด (Salvador Allende) ใน ค.ศ. ๑๙๗๐ มีการโอนกิจการกว่า ๒๐ แห่ง เป็นของรัฐ จนทำให้ผู้เสียผลประโยชน์ไม่พอใจในที่สุดกองทัพจึงได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจเป็นต้น ปัญหาเศรษฐกิจสามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรงและเป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลประเทศลาตินอเมริกาต่างตระหนักอยู่เสมอ
๓. พัฒนาการด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรม ประชากรในอเมริกาใต้ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดังนี้
๓.๑) พวกอินเดียนเป็นชนพื้นเมืองของอเมริกา ปัจจุบันยังมีจำนวนมาก โดยอาศัยอยู่ในเปรูและโบลิเวีย
๓.๒) พวกที่สืบเชื้อสายจากชาวยุโรป เขตที่อยู่สำคัญ คือ อาร์เจนตินาและอุรุกวัยซึ่งมีพลเมืองเชื้อสายอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมันอาศัยอยู่
๓.๓) พวกที่สืบเชื้อสายจากพวกทาสที่นำเข้ามาจากทวีปแอฟริกา ได้แก่ พวกเชื้อชาติผสมระหว่างชาวอินเดียนกับชาวยุโรป ที่เรียกว่า เมสติโซ (mestizo) จำนวนมากอยู่ในปารากวัย เวเนซุเอลา ชิลี และเอกวาดอร์ พวกเชื้อชาติผสมระหว่างเผ่าพันธุ์แอฟริกันกับยุโรปเรียกว่า มูลาตโต (mulatto) และยังมีพวกผสมระหว่างแอฟริกันกับอินเดียนอีกด้วย
สังคมของอเมริกาใต้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ข้างต้น ด้านการนับถือศาสนา พลเมืองส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกตามสเปนและโปรตุเกส ในประเทศกายอานาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษจนกระทั่ง ค.ศ. ๑๙๖๖ มีผู้นับถือนิกายโปรเตสแตนต์จำนวนไม่น้อย สำหรับประเทศซูรินาเมซึ่งเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์จนกระทั่ง ค.ศ. ๑๙๗๕ ประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศสืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย ทำให้มีคนจำนวนมากนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และยังมีพวกที่มีความเชื่อแบบชาวแอฟริกันดั้งเดิมอีกด้วย
๓.๓ อิทธิพลของทวีปอเมริกาใต้ต่อสังคมโลก
ทวีปอเมริกาใต้เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกจนเป็นแหล่งรายได้สำคัญของหลายประเทศ บางประเทศอย่างเวเนซุเอลาก็เป็นประเทศผลิตน้ำมันรายใหญ่และเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (Organization of Petroleum Exporting Countries : OPEC) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ประเทศบราซิลนอกจากจะมีเมืองรีอูดีจาเนรู (Rio de Janeiro) ที่มีสีสันทางวัฒนธรรมผสมแล้ว ยังมีป่าแอมะซอนอันกว้างใหญ่ไพศาล
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ประเทศในอเมริกาใต้ประสบกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณอันเนื่องมาจากการบริหารการคลังที่ไม่รัดกุม การเป็นหนี้เงินกู้ต่างประเทศจำนวนมหาศาล ขณะที่แหล่งรายได้ต่างๆ ก็ต้องได้รับการจัดการดูแลมากขึ้น รวมทั้งป่าแอมะซอนที่ให้ความชุ่มชื้นก็ถูกแผ้วถางทำลายลงเรื่อยๆ ทุกปีเพราะการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจจนอาจกระทบต่อระบบนิเวศของโลกในไม่ช้า
รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ได้แสดงความพยายามที่จะร่วมมือกันในการสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองมาตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๐๔ และได้เริ่มกระบวนการรวมสหภาพศุลกากร ๒ แห่ง คือ ประชาคมแอนเดียน (Andean Community) และเมอร์โคซูร์ (Mercosur) จนมีการก่อตั้งสหภาพแห่งประชาชาติอเมริกาใต้ (Union of South American Nations : UNASUR) เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. ๒๐๑๑ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เอกวาดอร์ (Ecuador) การรวมตัวนี้ได้ใช้แนวทางของสหภาพยุโรปเป็นแม่แบบ คาดว่าจะสมบูรณ์ใน ค.ศ. ๒๐๑๙ ซึ่งจะทำให้อเมริกาใต้เป็นกลุ่มการค้าเสรีใหญ่อันดับ ๓ ของโลก


ที่มา : https://sites.google.com/site/peerapat304/3

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

พัฒนาการของทวีปยุโรป


พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ทวีปยุโรป



ทวีปยุโรป
      ทวีปยุโรป เป็นทวีปที่อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกับทวีปเอเชีย มีลักษณะคล้ายกับเป็นคาบสมุทรใหญ่ของทวีปเอเชีย จึงมีผู้เรียกทวีปยุโรป และเอเชียรวมกันว่า “ยูเรเซีย” พรมแดนธรรมชาติที่ใช้เป็นแนวแบ่งทวีปยุโรปกับทวีเอเชียออกจากกัน คือ แนว เทือกเขาอูราลและแม่น้ำอูราล
 ที่ตั้ง
        ทวีปยุโรปตั้งอยู่ระหว่างละติจูดประมาณ 36 องศาเหนือ ถึง 71 องศาเหนือ และลองจิจูดประมาณ 9 องศาตะวันตก ถึง ลองจิจูดประมาณ 66 องศาตะวันออก กล่าวคือ ทวีปยุโรป มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่เหนือเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (ละติจูดที่ 23 ½ องศาเหนือ) ซึ่งอยู่ในเขตอากาศอบอุ่นเหนือเกือบทั้งหมดยกเว้นตอนเหนือสุดของทวีปเท่านั้นที่อยู่ในเขตอากาศหนาวเหนือ

ขนาด
         ทวีปยุโรป มีพื้นที่ประมาณ 10 ล้านตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ของโลก รองจากทวีปเอเชีย แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอนตาร์กติกา แต่ใหญ่กว่าออสเตรเลีย
อาณาเขตติดต่อ   มีดังนี้
ทิศเหนือ      ติดต่อกับมหาสมุทรอาร์กติก และมีทะลต่าง ๆ ได้แก่ ทะเลขาว 
                    ทะเลแบเรนต์ส น่านน้ำเหล่านี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
                    น้อยมาก เพราะในฤดูหนาวจะปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ใช้เดินเรือ
                    ไม่ได้ คาบสมุทรสำคัญด้านนี้ ได้แก่ คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย
                    คาบสมุทรจัตแลนด์
ทิศตะวันออก   ติดต่อเป็นผืนแผ่นดนเดียวกันกับทวีปเอเชีย โดยมีเทือกเขา
                       อูราล แม่น้ำอูราล และทะเลสาบแคสเปียนเป็นแนวพรมแดน
ทิศตะวันตก     ติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก มีทะเลต่าง ๆ ได้แก่ ทะเล
                       นอร์วิเจียน ทะเลเหนือ ทะเลไอริช และทะเลบอลติก เกาะ
                       สำคัญทางด้านนี้ ได้แก่  เกาะบริเตนใหญ่ เกาะไอร์แลนด์ และเกาะไอซ์                              แลนด์

        ทวีปยุโรปเป็นทวีปที่มีชายฝั่งทะเลที่ยาวที่สุดในโลก ทั้งนี้เพราะความเว้าแหว่งของชายฝั่งทะเลมีมากนั่นเอง และยังทำให้มีคาบสมุทรหลายแห่ง ได้แก่ คาบสมุทร
สแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศนอร์เวย์และสวีเดิน คาบสมุทรจัดแลนด์เป็นที่ตั้งของประเทศเดนมาร์ก คาบสมุทรไอบีเรียเป็นที่ตั้งของประเทศสเปนและโปรตุเกส คาบสมุทรอิตาลี เป็นที่ตั้งของประเทศอิตาลี คาบสมุทรบอลข่าน เป็นที่ตั้งของประเทศอดีตยูโกสลาเวีย แอลเบเนีย โรมาเนีย บัลแกเรีย แอลกรีซ (สาธารณรัฐเฮเลนิก) คาบสมุทรไครเมียในประเทศยูเครน



https://sites.google.com/site/krunokyoong/reim-reiyn-kan-ley/hnwy-thi-2-khwam-khad-yaeng-ni-kh-rist-stwrrs-thi20/phathnakar-thang-prawatisastr-thwip-yurop

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป


                ทวีปยุโรปเป็นดินแดนที่เคยเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ความเจริญต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า 2000 ปี มาแล้วมีหลักฐาน
ปรากฎอย่างชัดเจนว่า ความเจริญของทวีปยุโรปทีรากฐานกำเนิดจากอารายธรรมไมโนน (Minoan Civilization) ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ เกาะครีต (Crete) ตอนใต้ของคาบสมุทรบอลข่านในทะลเมดิเตอร์เรเนียน อารยธรรมไมโนนเป็นอารยธรรมที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างอารยธรรมโบราณ 2 แห่ง คือ อารยธรรมอียิปต์ (ลุ่มแม่น้ำไนล์)และอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (ลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรติส) จนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และต่อมาได้แผ่ขยายไปยังดินแดนต่าง ๆ ในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะคาบสมุทรบอลข่านและคาบสมุทรอิตาลี จึงนับว่าชนชาติกรีกและชนชาติโรมันมีส่วนสำคัญที่สุดในการวางรากฐานความเจริญในยุโรปชนชาติกรีก เป็นพวกอินโดยูโรเปียน มีถิ่นฐานเดิมอยู่แถบแม่น้ำดานูบ ในเขตประเทศออสเตรียในปัจจุบัน ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในบริเวณคาบสมุทรบอลข่านเมื่อประมาณ 2000 ปี ก่อนคริสต์กาล กรีกเป็นชนชาติแรกที่ได้รับถ่ายทอดความเจริญ ของอารยธรรมไมโนนไปจากเกาะครีต และหลังจากนั้นชนชาติโรมันซึ่งตั้งถิ่นฐานในบริเวณคาบสมุทรอิตาลีก็ได้รับความเจริญไปจากชนชาติกรีกอีกทอดหนึ่ง กรีกได้ทิ้งมรดกทางศิลปะวัฒนธรรมอันทีค่าหลายประการไว้แก่โลกตะวันตก เพราะกรีกเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ที่สำคัญผลงานที่เด่นๆ ได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ปรัชญา และที่สำคัญที่สุด คือ การปกครองระบอบประชาธิบไตยที่นับว่าเป็นการวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย แก่ประเทศต่างๆในปัจจุบัน ส่วน ชนชาติโรมัน นั้น แม้ว่าจะรับความเจริญต่างๆทางศิลปวัฒนธรรมมาจากกรีก แต่ก็รู้จักที่จะนำมาประยุกต์ดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ทางด้านการใช้สอยให้คุ้มค่าโดยเฉพาะการวางผังเมืองการวางท่อลำเลียงน้ำ ที่อาบน้ำสาธารณะ ผลงานทางศิลปะต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุดคือ กฎหมายโรมัน ซึ่งเป็นรากฐานของการร่างกฎหมายประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป โรมันเป็นชนชาติที่มีความสามารถกล้าหาญ ได้ขยายอำนาจครอบครองดินแดนกรีก และดินแดนของชนชาติอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง จนทำให้อาณาจักรโรมันกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีอาณาเขตครอบคลุมเกือบทั่วภาคพื้นทวีปยุโรป โดยมีอาณาเขตตั้งแต่ตะวันตกของทวีปยุโรปคาบสมุทรอิตาลี คาบสมุทรบอลข่าน ดินแดนชายฝั่งตะวันออก ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตลอดไปจนถึงบริเวณตอนเหนือของทวีปแอฟริกา จักรวรรดิโรมัน เป็นศูนย์กลางความเจริญ ของทวีปยุโรปอยู่ประมาณ 300 ปี ภายหลังที่มีการแบ่งแยกจักรวรรดิออกเป็นจักรวรรดิโรมันตะวันตก โดยมีเมืองหลวงอยู่ทีกรุงโรม และจักรวรรดิโรมันตะวันออก มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว จักรวรรดิโรมันตะวันตกได้เริ่มเสื่อมลงตามลำดับ และในที่สุดได้ถูกพวกอนารยชนเยอรมันเผ่าติวตันเข้ารุกรานและยึดครองใน ค.ศ.476 ซึ่งมีผลทำให้ความเจริญต่าง ๆ ทางศิลปวัฒนธรรมหยุดชะงักลง สภาพทางสังคมของจักรวรรดิโรมันตะวันตกภายหลังการุกรานของอนารยชน เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน บ้านเมืองระส่ำระสายไปทั่ว มีศึกสงครามติดต่อกันเกือบตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ความก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการของกรีก-โรมัน ต้องหยุดชะงักลง และทำให้ทวีปยุโรปตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ยุคมืด Dark Ages ซึ่งอยู่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 5-10 ในระหว่างนั้นคริสต์ศาสนาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของชาวยุโรป เพราะเป็นระยะเวลาที่ประชาชนกำลังแสวงหาที่พึ่งทางใจ วัดและสันตะปาปา คือศูนย์รวมแห่งจิตใจของประชาชน คริสต์ศาสนาจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะนั้นอิทธิพลทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ชาวตะวันตกต่างพากันยอมรับ ในความยิ่งใหญ่ ่และอำนาจของพระเจ้าในการดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้น จนทำให้เกิดความกลัวที่จะคิดหรือกระทำการใด ๆ ที่นอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์ที่ทางศาสนาได้กำหนดไว้

       อย่างไรก็ตามในระยะคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมของยุโรปไปในทางที่ดี คือ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือ เรอเนสซองส์ Renaissance ซึ่งทำให้มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการกรีก-โรมัน ที่หยุดชะงักไปตั้งแต่ยุคมืดขึ้นมาใหม่และยังส่งผลต่อเนื่งไปสู่การริเริ่มแนวคิด เริ่มมองทุกอย่างในลักษณะของเหตุผล รู้จักใช้สติปัญญาตน พิจารณาแทนความเชื่องมงายอย่างไร้เหตุผลดังที่เคยปฏิบัติมาในยุคมืด เริ่มมีความคิดว่ามนุษย์สามารถที่จะพัฒนาตนเองได้สามารถปรับปรุงทุกอย่างให้ดีขึ้นได้ด้วยความสามารถตนเอง สมัยเรอเนสซองส์จึงเป็นสมัยที่ก้าวไปสู่ ความเจริญอย่างไม่หยุดยั้งของโลกตะวันตกในระยะต่อมา ซึ่งขณะนั้นศูนย์กลางความเจริญของทวีปยุโรปได้ย้ายมาอยู่ ในบริเวณประเทศต่าง ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นในบริเวณยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เป็นต้น นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ทวีปยุโรปจึงก้าวเข้าสู่สภาพสังคมแบบสมัยใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นการพัฒนา ในด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และความเป็นตัวของตัวเองของมนุษย์ อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวยุโรป เป็นอย่างมาก อาทิ การปฏิวัติศาสนาที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยนักบวชชาวเยอรมนี มาร์ติน ลูเธอร์ Martin Luthur ค.ศ.1483-1546 ทำให้มีการก่อตั้งนิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งแสดงให้เห็นความกล้าหาญ ในการแสดงออกซึ่งการต่อต้านคัดค้านนิกายดั้งเดิม คือ โรมันคาทอลิก ที่เคยมีอิทธิพลอย่างมากมาก่อน นอกจากนี้ การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีผลทำให้มนุษย์เริ่มค้นคว้าหาความจริงจากธรรมชาติ มีการพิสูจน์ว่าโลกกลม ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล ซึ่งมีผลต่อการริเริ่มสำรวจทางทะเล และการแสวงหาอาณานิคมกันอย่างกว้างขวางในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 และทำให้วัฒนธรรมตะวันตกได้แผ่ขยายไปยังดินแดนอาณานิคมต่างๆทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้ รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นระยะที่อิทธิพลของยุโรป
ทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้แผ่ขยายตัวไปทั่วโลกการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเริ่มต้นจากประเทศอังกฤษก่อนและต่อมาได้แผ่ขยายไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก ก็นับว่าเป็นผลมาจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่ความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง และส่งผลกระทบทำให้ทวีปยุโรปเป็นดินแดนที่นำหน้าทวีปอื่นๆ ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีมาจนถึงปัจจุบัน


พัฒนาการของทวีปอเมริกาเหนือ

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกาเหนือ


       ทวีปอเมริกาเหนือ  เป็นทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากทวีปเอเชียและแอฟริกาตามลำดับ ประกอบด้วยภูมิภาคอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง ซึ่งแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนตามขอบเขตของประเทศโดยมีแม่น้ำริโอแกรนด์เป็นแนวเขตแดน ภูมิภาคอเมริกาเหนือมีเพียง 3 ประเทศ คือ ประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกาประเทศเม็กซิโก ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ส่วนอเมริกากลางใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก ประกอบด้วยประเทศทั้งใหญ่และเล็ก รวมถึงประเทศที่เป็นหมู่เกาะจำนวน 21 ประเทศ โดยกรีนแลนด์เป็นประเทศอยู่เหนือที่สุด และประเทศปานามาอยู่ใต้สุด มีพรมแดนติดกับทวีปอเมริกาใต้ สภาพโดยรวมแล้วประชากรในอเมริกาเหนือมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าอเมริกากลาง ทวีปอเมริกาเหนือได้แก่พื้นที่ตอนเหนือทั้งหมดของดินแดนที่เรียกว่า โลกใหม่ ซีกโลกตะวันตก หรือ ทวีปอเมริกา อเมริกาเหนือมีส่วนเชื่อมต่อกับทวีปอเมริกาใต้บริเวณคอคอดปานามา ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าอเมริกาเหนือไม่ได้เริ่มจากคอคอดปานามา แต่เริ่มจากคอคอดเตวานเตเปก (Tehuantepec) ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งอยู่ในอเมริกากลาง

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้รับอาสาพระนางอิสเบลลา แห่งสเปน เดินเรือสำรวจมหาสมุทร
แอตแลนติก เพื่อค้นหาเส้นทางไปยังทวีปเอเชีย เขาเดินทางมาพบทวีปอเมริกาเหนือ ในปี พ.ศ. 2035 และเดินทางมาสำรวจอีก 3 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยเข้าใจว่า ดินแดนที่พบนี้คือทวีปเอเชีย ต่อมา อเมริโก เวสปุคชี ชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีได้เดินทางมายังดินแดนนี้ตามเส้นทางของโคลัมบัส เพื่อสำรวจให้กับสเปนและโปรตุเกสรวม 4 ครั้ง ในปี พุทธศักราช 2040, 2042, 2044 และ 2046 รายงานของเขาถูกตีพิมพ์เผยแพร่ ทำให้ชาวยุโรปทราบเรื่องราวทวีปใหม่ดีขึ้น และตั้งชื่อทวีปใหม่ว่า “อเมริกา” เพื่อเป็นเกียรติแก่ อเมริโก เวสปุคชี พวกที่เดินทางสู่อเมริกา โดยเรือขนาดเล็ก ต่างเบียดเสียดกันอย่างแสนสาหัส ตลอดเวลาการเดินทาง 16 สัปดาห์ ยังชีพด้วยการแบ่งปันส่วนอาหาร หลายครั้งที่ถูกพายุพัดเสียหาย ผู้คนล้มป่วยและตายลงเป็นจำนวนมาก เด็กทารกนั้นยากนักที่จะมีชีวิตรอดได้ภาพแผ่นดินใหม ่ที่ชาวอาณานิคมได้เห็นคือ ภาพป่าทืบอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ อันหมายถึงว่า จะมีฟืน ไม้สำหรับต่อเรือ ปลูกบ้าน ทำสีย้อมผ้า ตลอดจนเครื่องใช้ ต่าง ๆ
อย่างพร้อมสรรพ ดินแดนที่ถูกค้นพบใหม่ ได้มีการแย่งชิงกันหลายชาติ ชาวสเปนครอบครองอาณานิคมในเขตอเมริกากลาง อเมริกาใต้และหมู่เกาะอินดีสตะวันตกอังกฤษสามารถก่อตั้งอาณานิคมบริเวณรอบ ๆ อ่าวฮัดสันและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
ส่วนตอนกลางของอ่าวเม็กซิโกขึ้นไป ตลอดลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทะเลสาบทั้ง 5 และชายฝั่งตะวันออกของ
แคนาดาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
                มูลเหตุที่ชักจูงให้ผู้คนอพยพมาสู่ทวีปอเมริกา คือความปรารถนาในการสร้างฐานะ ความอยากที่จะเผชิญโชค ความใฝ่ฝันที่จะมีเสรีภาพทางการเมืองและการนับถือศาสนาต่อมาอังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศสในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จึงต้องเสียอาณานิคมในอเมริกาให้กับอังกฤษ ทำให้อาณานิคมของอังกฤษขยายออกไป พร้อมกับการขยายตัวทางวัฒนธรรมเป็นเงาตามตัว
                ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับชาวอาณานิคมได้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการคลังของอังกฤษเรียกเก็บภาษี ีในรูปแบบต่าง ๆ จากชาวอาณานิคม เช่น พ.ร.บ. น้ำตาล พ.ศ. 2307 ให้เก็บสินค้าน้ำตาลที่ไม่ได้ส่งมาจากอังกฤษพ.ร.บ. แสตมป์ พ..ศ. 2308 ให้ปิดแสตมป์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด ภาษีที่รัฐบาลอังกฤษเรียกเก็บสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนชาวอาณานิคมเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม และแล้ว ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2316 ณ เมืองบอสตัน ชาวอาณานิคม กลุ่มหนึ่งได้ปลอมตัวเป็นชาวอินเดียนแดงลงไปในเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษ แล้วขนหีบหอใบชาโยนทิ้งทะเลเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า “บอสตัน ที ปาร์ตี” ได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน ของชาวอาณานิคม ต่อต้านรัฐบาลอังกฤษอย่างจริงจัง สงครามการต่อต้านรัฐบาลอังกฤษได้ยืดเยื้อนานถึง 6 ปี มีการสู้รบเกิดขึ้นทุกแห่ง โดยมี ยอร์ช วอชิงตัน เป็นแม่ทัพและแล้วในวันที่ 4 กรกฏาคม พ..ศ. 2319 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย
โดยโทมัส เจฟเฟอสัน เป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพไม่เพียงแต่เกิดชาติใหม่เท่านั้นแต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึง ความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ในระยะแรกมีเพียง 13 รัฐเท่านั้นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ที่รวมกันเข้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตมุ่งสู่ทิศตะวันตกซึ่งก็ต้องประสบกับ การต่อต้านจากพวกอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นชนพื้นเมืองดั่งเดิมอย่างมาก การขยายตัวของสหรัฐอเมริกาไปทางทิศตะวันตก
ในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้คือ
1. โดยการบุกเบิกจับจองที่ดินว่างเปล่า
2. โดยการซื้อ
2.1 รัฐหลุยเซียนา ซื้อจากฝรั่งเศส 15 ล้านดอลลาร์
2.2 รัฐฟลอริดา ซื้อจากสเปน 5 ล้านดอลลาร์
2.3 แคลิฟอร์เนีย ซื้อจากเม็กซิโก 10 ล้านดอลลาร์
2.4 อลาสกา ซื้อจากรัสเซีย 7.2 ล้านดอลลาร์
3 . โดยการผนวกดินแดนคือรัฐฮาวายและเท็กซัส
4 . โดยการทำสงครามได้แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโกจากการรบชนะเม็กซิโก
หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเอกราช ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้ว แคนาดาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเหมือนกันแต่อยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกาทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องอะลุ่มออล่วยให้แคนาดาบ้าง ต่อมาภายหลังได้ให้แคนาดาปกครองตนเอง โดยมีฐานะที่เรียกว่า“ดอมิเนียนแห่งแคนาดา”
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว แคนาดาจึงได้รับเอกราช
แต่เนื่องจากชาวอาณานิคมในแคนาดามีความผูกพันกับอังกฤษ รัฐบาลของแคนาดาจึงขออยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า
“ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ” commonwealth
จะเห็นได้ว่าประเทศในกลุ่มแองโกลอเมริกา ได้สร้างชาติของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาไม่นานนัก ทั้งสหรัฐอเมริกาและ
แคนาดา แม้จะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมาเพียงใด ก็ยังคงมีสายใยของความผูกพัน กับประเทศ
ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันเป็นระยะเวลานาน
(ที่มา : www.คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้รับอาสาพระนางอิสเบลลา แห่งสเปน เดินเรือสำรวจมหาสมุทร
แอตแลนติก เพื่อค้นหาเส้นทางไปยังทวีปเอเชีย เขาเดินทางมาพบทวีปอเมริกาเหนือ ในปี พ.ศ. 2035 และเดินทางมาสำรวจอีก 3 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยเข้าใจว่า ดินแดนที่พบนี้คือทวีปเอเชีย ต่อมา อเมริโก เวสปุคชี ชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีได้เดินทางมายังดินแดนนี้ตามเส้นทางของโคลัมบัส เพื่อสำรวจให้กับสเปนและโปรตุเกสรวม 4 ครั้ง ในปี พุทธศักราช 2040, 2042, 2044 และ 2046 รายงานของเขาถูกตีพิมพ์เผยแพร่ ทำให้ชาวยุโรปทราบเรื่องราวทวีปใหม่ดีขึ้น และตั้งชื่อทวีปใหม่ว่า “อเมริกา” เพื่อเป็นเกียรติแก่ อเมริโก เวสปุคชี พวกที่เดินทางสู่อเมริกา โดยเรือขนาดเล็ก ต่างเบียดเสียดกันอย่างแสนสาหัส ตลอดเวลาการเดินทาง 16 สัปดาห์ ยังชีพด้วยการแบ่งปันส่วนอาหาร หลายครั้งที่ถูกพายุพัดเสียหาย ผู้คนล้มป่วยและตายลงเป็นจำนวนมาก เด็กทารกนั้นยากนักที่จะมีชีวิตรอดได้ภาพแผ่นดินใหม ่ที่ชาวอาณานิคมได้เห็นคือ ภาพป่าทืบอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ อันหมายถึงว่า จะมีฟืน ไม้สำหรับต่อเรือ ปลูกบ้าน ทำสีย้อมผ้า ตลอดจนเครื่องใช้ ต่าง ๆ
อย่างพร้อมสรรพ ดินแดนที่ถูกค้นพบใหม่ ได้มีการแย่งชิงกันหลายชาติ ชาวสเปนครอบครองอาณานิคมในเขตอเมริกากลาง อเมริกาใต้และหมู่เกาะอินดีสตะวันตกอังกฤษสามารถก่อตั้งอาณานิคมบริเวณรอบ ๆ อ่าวฮัดสันและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
ส่วนตอนกลางของอ่าวเม็กซิโกขึ้นไป ตลอดลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทะเลสาบทั้ง 5 และชายฝั่งตะวันออกของ
แคนาดาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
มูลเหตุที่ชักจูงให้ผู้คนอพยพมาสู่ทวีปอเมริกา คือความปรารถนาในการสร้างฐานะ ความอยากที่จะเผชิญโชค ความใฝ่ฝันที่จะมีเสรีภาพทางการเมืองและการนับถือศาสนาต่อมาอังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศสในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จึงต้องเสียอาณานิคมในอเมริกาให้กับอังกฤษ ทำให้อาณานิคมของอังกฤษขยายออกไป พร้อมกับการขยายตัวทางวัฒนธรรมเป็นเงาตามตัว
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับชาวอาณานิคมได้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการคลังของอังกฤษเรียกเก็บภาษี ีในรูปแบบต่าง ๆ จากชาวอาณานิคม เช่น พ.ร.บ. น้ำตาล พ.ศ. 2307 ให้เก็บสินค้าน้ำตาลที่ไม่ได้ส่งมาจากอังกฤษพ.ร.บ. แสตมป์ พ..ศ. 2308 ให้ปิดแสตมป์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด ภาษีที่รัฐบาลอังกฤษเรียกเก็บสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนชาวอาณานิคมเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม และแล้ว ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2316 ณ เมืองบอสตัน ชาวอาณานิคม กลุ่มหนึ่งได้ปลอมตัวเป็นชาวอินเดียนแดงลงไปในเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษ แล้วขนหีบหอใบชาโยนทิ้งทะเลเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า “บอสตัน ที ปาร์ตี” ได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน ของชาวอาณานิคม ต่อต้านรัฐบาลอังกฤษอย่างจริงจัง สงครามการต่อต้านรัฐบาลอังกฤษได้ยืดเยื้อนานถึง 6 ปี มีการสู้รบเกิดขึ้นทุกแห่ง โดยมี ยอร์ช วอชิงตัน เป็นแม่ทัพและแล้วในวันที่ 4 กรกฏาคม พ..ศ. 2319 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย
โดยโทมัส เจฟเฟอสัน เป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพไม่เพียงแต่เกิดชาติใหม่เท่านั้นแต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึง ความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ในระยะแรกมีเพียง 13 รัฐเท่านั้นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ที่รวมกันเข้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตมุ่งสู่ทิศตะวันตกซึ่งก็ต้องประสบกับ การต่อต้านจากพวกอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นชนพื้นเมืองดั่งเดิมอย่างมาก การขยายตัวของสหรัฐอเมริกาไปทางทิศตะวันตก
ในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้คือ
1. โดยการบุกเบิกจับจองที่ดินว่างเปล่า
2. โดยการซื้อ
2.1 รัฐหลุยเซียนา ซื้อจากฝรั่งเศส 15 ล้านดอลลาร์
2.2 รัฐฟลอริดา ซื้อจากสเปน 5 ล้านดอลลาร์
2.3 แคลิฟอร์เนีย ซื้อจากเม็กซิโก 10 ล้านดอลลาร์
2.4 อลาสกา ซื้อจากรัสเซีย 7.2 ล้านดอลลาร์
3 . โดยการผนวกดินแดนคือรัฐฮาวายและเท็กซัส
4 . โดยการทำสงครามได้แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโกจากการรบชนะเม็กซิโก
หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเอกราช ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้ว แคนาดาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเหมือนกันแต่อยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกาทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องอะลุ่มออล่วยให้แคนาดาบ้าง ต่อมาภายหลังได้ให้แคนาดาปกครองตนเอง โดยมีฐานะที่เรียกว่า“ดอมิเนียนแห่งแคนาดา”
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว แคนาดาจึงได้รับเอกราช
แต่เนื่องจากชาวอาณานิคมในแคนาดามีความผูกพันกับอังกฤษ รัฐบาลของแคนาดาจึงขออยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า
“ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ” commonwealth
จะเห็นได้ว่าประเทศในกลุ่มแองโกลอเมริกา ได้สร้างชาติของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาไม่นานนัก ทั้งสหรัฐอเมริกาและ
แคนาดา แม้จะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมาเพียงใด ก็ยังคงมีสายใยของความผูกพัน กับประเทศ
ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันเป็นระยะเวลานาน
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้รับอาสาพระนางอิสเบลลา แห่งสเปน เดินเรือสำรวจมหาสมุทร
แอตแลนติก เพื่อค้นหาเส้นทางไปยังทวีปเอเชีย เขาเดินทางมาพบทวีปอเมริกาเหนือ ในปี พ.ศ. 2035 และเดินทางมาสำรวจอีก 3 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยเข้าใจว่า ดินแดนที่พบนี้คือทวีปเอเชีย ต่อมา อเมริโก เวสปุคชี ชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีได้เดินทางมายังดินแดนนี้ตามเส้นทางของโคลัมบัส เพื่อสำรวจให้กับสเปนและโปรตุเกสรวม 4 ครั้ง ในปี พุทธศักราช 2040, 2042, 2044 และ 2046 รายงานของเขาถูกตีพิมพ์เผยแพร่ ทำให้ชาวยุโรปทราบเรื่องราวทวีปใหม่ดีขึ้น และตั้งชื่อทวีปใหม่ว่า “อเมริกา” เพื่อเป็นเกียรติแก่ อเมริโก เวสปุคชี พวกที่เดินทางสู่อเมริกา โดยเรือขนาดเล็ก ต่างเบียดเสียดกันอย่างแสนสาหัส ตลอดเวลาการเดินทาง 16 สัปดาห์ ยังชีพด้วยการแบ่งปันส่วนอาหาร หลายครั้งที่ถูกพายุพัดเสียหาย ผู้คนล้มป่วยและตายลงเป็นจำนวนมาก เด็กทารกนั้นยากนักที่จะมีชีวิตรอดได้ภาพแผ่นดินใหม ่ที่ชาวอาณานิคมได้เห็นคือ ภาพป่าทืบอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ อันหมายถึงว่า จะมีฟืน ไม้สำหรับต่อเรือ ปลูกบ้าน ทำสีย้อมผ้า ตลอดจนเครื่องใช้ ต่าง ๆ
อย่างพร้อมสรรพ ดินแดนที่ถูกค้นพบใหม่ ได้มีการแย่งชิงกันหลายชาติ ชาวสเปนครอบครองอาณานิคมในเขตอเมริกากลาง อเมริกาใต้และหมู่เกาะอินดีสตะวันตกอังกฤษสามารถก่อตั้งอาณานิคมบริเวณรอบ ๆ อ่าวฮัดสันและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
ส่วนตอนกลางของอ่าวเม็กซิโกขึ้นไป ตลอดลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทะเลสาบทั้ง 5 และชายฝั่งตะวันออกของ
แคนาดาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
มูลเหตุที่ชักจูงให้ผู้คนอพยพมาสู่ทวีปอเมริกา คือความปรารถนาในการสร้างฐานะ ความอยากที่จะเผชิญโชค ความใฝ่ฝันที่จะมีเสรีภาพทางการเมืองและการนับถือศาสนาต่อมาอังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศสในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จึงต้องเสียอาณานิคมในอเมริกาให้กับอังกฤษ ทำให้อาณานิคมของอังกฤษขยายออกไป พร้อมกับการขยายตัวทางวัฒนธรรมเป็นเงาตามตัว
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับชาวอาณานิคมได้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการคลังของอังกฤษเรียกเก็บภาษี ีในรูปแบบต่าง ๆ จากชาวอาณานิคม เช่น พ.ร.บ. น้ำตาล พ.ศ. 2307 ให้เก็บสินค้าน้ำตาลที่ไม่ได้ส่งมาจากอังกฤษพ.ร.บ. แสตมป์ พ..ศ. 2308 ให้ปิดแสตมป์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด ภาษีที่รัฐบาลอังกฤษเรียกเก็บสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนชาวอาณานิคมเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม และแล้ว ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2316 ณ เมืองบอสตัน ชาวอาณานิคม กลุ่มหนึ่งได้ปลอมตัวเป็นชาวอินเดียนแดงลงไปในเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษ แล้วขนหีบหอใบชาโยนทิ้งทะเลเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า “บอสตัน ที ปาร์ตี” ได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน ของชาวอาณานิคม ต่อต้านรัฐบาลอังกฤษอย่างจริงจัง สงครามการต่อต้านรัฐบาลอังกฤษได้ยืดเยื้อนานถึง 6 ปี มีการสู้รบเกิดขึ้นทุกแห่ง โดยมี ยอร์ช วอชิงตัน เป็นแม่ทัพและแล้วในวันที่ 4 กรกฏาคม พ..ศ. 2319 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย
โดยโทมัส เจฟเฟอสัน เป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพไม่เพียงแต่เกิดชาติใหม่เท่านั้นแต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึง ความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ในระยะแรกมีเพียง 13 รัฐเท่านั้นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ที่รวมกันเข้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตมุ่งสู่ทิศตะวันตกซึ่งก็ต้องประสบกับ การต่อต้านจากพวกอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นชนพื้นเมืองดั่งเดิมอย่างมาก การขยายตัวของสหรัฐอเมริกาไปทางทิศตะวันตก
ในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้คือ
1. โดยการบุกเบิกจับจองที่ดินว่างเปล่า
2. โดยการซื้อ
2.1 รัฐหลุยเซียนา ซื้อจากฝรั่งเศส 15 ล้านดอลลาร์
2.2 รัฐฟลอริดา ซื้อจากสเปน 5 ล้านดอลลาร์
2.3 แคลิฟอร์เนีย ซื้อจากเม็กซิโก 10 ล้านดอลลาร์
2.4 อลาสกา ซื้อจากรัสเซีย 7.2 ล้านดอลลาร์
3 . โดยการผนวกดินแดนคือรัฐฮาวายและเท็กซัส
4 . โดยการทำสงครามได้แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโกจากการรบชนะเม็กซิโก
หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเอกราช ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้ว แคนาดาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเหมือนกันแต่อยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกาทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องอะลุ่มออล่วยให้แคนาดาบ้าง ต่อมาภายหลังได้ให้แคนาดาปกครองตนเอง โดยมีฐานะที่เรียกว่า“ดอมิเนียนแห่งแคนาดา”
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว แคนาดาจึงได้รับเอกราช
แต่เนื่องจากชาวอาณานิคมในแคนาดามีความผูกพันกับอังกฤษ รัฐบาลของแคนาดาจึงขออยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า
“ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ” commonwealth
จะเห็นได้ว่าประเทศในกลุ่มแองโกลอเมริกา ได้สร้างชาติของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาไม่นานนัก ทั้งสหรัฐอเมริกาและ
แคนาดา แม้จะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมาเพียงใด ก็ยังคงมีสายใยของความผูกพัน กับประเทศ
ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันเป็นระยะเวลานาน